ประวัติศาสตร์กรีซ
ประวัติศาสตร์กรีซ
กรีซโบราณ
กรีซโบราณ (อังกฤษ: Ancient Greece) เป็นคำที่ใช้เรียกถึงบริเวณที่มีการพูดภาษากรีกในโลกยุคโบราณ ซึ่งไม่เพียงอ้างถึงพื้นที่คาบสมุทรของกรีซยุคปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังกล่าวรวมถึงอารยธรรมกรีกโบราณซึ่งเป็นที่ตั้งรกรากถิ่นฐานโดยชาวกรีกในยุคโบราณอันได้แก่ ไซปรัส, บริเวณชายฝั่งของทะเลอีเจียนของตุรกี (หรือที่รู้จักในนามไอโอเนีย) , ซิซิลีและทางใต้ของอิตาลี (หรือที่รู้จักในนามแมกนา เกรเชีย) และถิ่นฐานซึ่งกระจายออกไปของชาวกรีกตามชายฝั่งต่างๆซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศ บัลแกเรีย ฝรั่งเศสยูเครน โรมาเนีย ลิเบีย สเปน อัลแบเนีย และอียิปต์
ประวัติศาสตร์[แก้]
ในศตวรรษที่ 8 ก่อนคริตศักราช ชาวกรีกมีความสามารถที่จะเรียนรู้การเขียนและอ่านหนังสือ พวกเขาเรียนตัวอักษรมาจาก อีกกลุ่มบุคคลหนึ่งคือพวกโปรนีเซียน ตอนแรกชาวกรีกยังไม่เป็นประเทศแต่เป็นเพียงแค่ นครรัฐ จำนวนชาวกรีกเพิ่มจำนวนขึ้นและจนวันหนึ่งอาหารทีมีไม่เพียงพอแก่ทุกคน เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ทางรัฐจึงส่งคนออกไปหาเริ่มต้นเมืองแห่งใหม่ เนื่องด้วยพื้นที่ภูมิประเทศขรุขระและมีลมพายุ ด้วยเหตุผลนี้การสร้างเมืองใหม่จึงอยู่ตามแถบชายฝั่ง เมืองแรกที่ตั้งเริ่มในเขต อนาโตเลีย หลังจากนั้นก็แถวทะเลดำ ไซปรัส ทางตอนใต้ของอิตาลี และในซิซิลี ซึ่งในปัจจุบันคือ ลิเบีย และ แอลบาเนีย และเริ่มตั้งเมืองใน นูคราตีส ในแม่น้ำไนล์ ในอิยิปต์ ซึ่งในปัจจุบันคือเมือง เซราคิวส์, เนเปิ้ล, มาไซเลสและ อิสตันบูล ในศตวรรษที่ 6 บางเมืองมีความสำคัญมากเช่น คอริส, ทีปส์, สปาร์ต้า, และ เอเธนส์ที่เรารู้จักกันดี
ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่ากรีกโบราณนั้นมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดอยู่ตำแหน่งใด โดยทั่วไปแล้วจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์กรีกก่อนหน้าจักรวรรดิโรมัน แต่นักประวัติศาสตร์ต้องการความแม่นยำมากกว่า ผู้เขียนบางคนรวมยุคของอารยธรรมไมนวน และไมซีนีเข้าไปด้วย (ตั้งแต่ประมาณ 1600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึง 1100 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ในขณะที่บางคนแย้งว่าอารยธรรมเหล่านั้นมีความแตกต่างกับอารยธรรมกรีกในยุคต่อมามากจึงควรมีการแบ่งแยกออกจากกัน
โดยทั่วไปแล้วจะกล่าวถึงกรีกยุคโบราณตั้งแต่การล่มสลายของไมซีนีจนกระทั่งถึงการพิชิตของโรมัน ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ได้แก่
- ช่วงเรขาคณิต 1100 - 800 ปีก่อนคริสต์ศักราช
- ช่วงอาร์ไคกา 800 - 500 ปีก่อนคริสต์ศักราช
- ช่วงคลาสสิก 500 - 323 ปีก่อนคริสต์ศักราช
- ช่วงเฮเลนนิส 323 - 146 ปีก่อนคริสต์ศักราช
การปกครอง[แก้]
ในยุคแรกๆ แต่ละตระกูลจะส่งผู้เฒ่า เป็นตัวแทนเข้าไปหารือกัน เป็นรากฐานของประชาธิปไตย และต่อมามีการเลือกตั้งพระราชาเป็นผู้ปกครอง ต่อมาในยุคสปาร์ตาได้เริ่มมีการวางกฎระเบียบ โดย ลิเคอร์คุส ซึ่งถือเป็นกฎหมายมีสามส่วน คือ
- การอบรมเด็ก
- ฐานะพลเมือง
- ระเบียบการปกครอง
- อาร์คอนส์ (Archons)
- สภาเซเนต
- ที่ประชุมราษฏร
- ศาลสูง
- ศาลต่ำ
อารยธรรมเฮลเลนิสติก (อังกฤษ: Hellenistic civilization) เป็นจุดสูงสุดของความมีอิทธิพลของอารยธรรมกรีกในโลกยุคโบราณตั้งแต่ราวปี 323 จนถึงราวปี 146 ก่อนคริสต์ศตวรรษ (หรืออาจจะดำเนินต่อมาถึงปี 30 ก่อนคริสต์ศตวรรษก็เป็นได้) เป็นสมัยที่ตามมาจากสมัยกรีกคลาสสิก (Classical Greece) และตามมาทันทีด้วยการปกครองของโรมในบริเวณที่เคยปกครองโดยหรือมีอิทธิพลจากกรีซ – แม้ว่าวัฒนธรรม ศิลปะ และวรรณคดีของกรีซจะยังคงมีอิทธิพลต่อสังคมของโรมัน ที่ชนชั้นสูงจะพูดและอ่านภาษากรีกได้ดีพอ ๆ กับภาษาละติน หลังจากชัยชนะต่อจักรวรรดิเปอร์เชียโดยอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิดอนกรีกแล้ว ราชอาณาจักรมาซิโดเนียต่าง ๆ ก็ได้รับการก่อตั้งขึ้นทั่วบริเวณเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ (ตะวันออกใกล้และ ตะวันออกกลาง) และทางตะวันออกเฉียงเหนือของแอฟริกา (ส่วนใหญ่ในอียิปต์โบราณ) ซึ่งเป็นผลให้วัฒนธรรมและภาษากรีกเผยแพร่ไปยังดินแดนต่าง ๆ ที่ก่อตั้งขึ้น และในทางกลับกันอาณาจักรใหม่ที่ก่อตั้งขึ้นต่างก็รับวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ามาใช้ตามแต่จะสะดวกและมีประโยชน์
ฉะนั้นอารยธรรมเฮลเลนิสติกจึงเป็นอารยธรรมที่ผสานระหว่างอารยธรรมกรีกกับอารธรรมของตะวันออกใกล้ ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ และแยกตัวจากทัศนคติเดิมของกรีกต่ออารธรรมอื่นที่เคยถือว่าอารยธรรมที่ไม่ใช่วัฒนธรรมกรีกเป็นอารธรรมของ "อนารยชน" แต่การผสานระหว่างอารยธรรมกรีกและอารยธรรมที่ไม่ใช่กรีกจะมากน้อยเท่าใดนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่โต้แย้งกันอยู่ แต่แนวโน้มของความเห็นที่ตรงกันชี้ให้เห็นว่าเป็นการปรับรับวัฒนธรรมใหม่เป็นพฤติกรรมที่อยู่ในหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้นส่วนประชากรโดยทั่วไปก็คงอาจจะดำรงชีวิตเช่นที่เคยทำกันมา[1]
กรีซยุคอาร์เคอิก (อังกฤษ: Archaic Greece) ยุคอาร์เคอิกของกรีซคือสมัยอารยธรรมของประวัติศาสตร์กรีซโบราณที่รุ่งเรืองราวระหว่าง 800 ถึง 480 ปีก่อนคริสต์ศักราช อันเป็นยุคก่อนยุคคลาสสิคใน ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล คำว่า "กรีซยุคอาร์เคอิก" เป็นคำที่เริ่มใช้กันในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่กลายมาเป็นคำมาตรฐานที่ใช้กันตั้งแต่นั้นมา คำดังกล่าวเป็นคำที่มาจากการศึกษาศิลปะกรีกที่หมายถึงลักษณะส่วนใหญ่ของศิลปะการตกแต่งพื้นผิวและประติมากรรม ที่ตกอยู่ระหว่างศิลปะเรขาคณิตกับกรีซคลาสสิก การที่เป็นส่วนหนึ่งของรากฐานของศิลปะคลาสสิกทำให้เป็นที่มาของคำว่า "archaic" ซึ่งแปลว่า "โบราณ" การที่กรีซยุคอาร์เคอิกต่อเนื่องมาจากกรีซยุคมืดทำให้เป็นสมัยของความก้าวหน้าของทฤษฎีการเมือง และการแพร่ขยาย "โพลิส" และการเริ่มต้นของปรัชญาการละคร กวีนิพนธ์คลาสสิก และการฟื้นฟูภาษาเขียนที่หายไประหว่างยุคมืด
การศึกษาทางประวัติศาสตร์[แก้ไขต้นฉบับ]
ยุคอาร์เคอิคของกรีซโบราณ เป็นยุคที่ชาวกรีกยังไม่ได้ประดิษฐ์อักษรไว้ถ่ายทอดความรู้ทางประวัติศาสตร์ และวรรณคดี หรือยังไม่ได้สร้างธรรมเนียมการเขียนงานทางประวัติศาสตร์ไว้ ดังนั้นแม้ในปัจจุบันเราจะทราบถึงความเป็นไปของกรีซในยุคศตวรรษที่ 5 จากงานเขียนของทิวซิดิดีส ได้แก่ประวัติศาสตร์ของสงครามเพโลพอนนีเซียน แต่เราไม่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรแบบนี้ตกทอดมาจากยุคอาร์เคอิกเลย
อารยธรรมไมนอส (อังกฤษ: Minoan civilization) เป็นวัฒนธรรมของยุคสำริดที่เกิดขึ้นในครีต อารยธรรมไมนอสรุ่งเรืองระหว่างราวศตวรรษที่ 27 จนถึงกลางศตวรรษที่ 15 ก่อนคริสต์ศักราช หลังจากนั้นอารยธรรมไมซีนี (Mycenaean civilization) ก็เข้ามาแทนที่ อารยธรรมไมนอสพบเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยนักโบราณคดีชาวอังกฤษชื่อเซอร์อาร์เธอร์ อีแวนส์ ตามคำกล่าวของวิลล์ ดูรันต์วัฒนธรรมครีตไมนอสมีตำแหน่งในประวัติศาสตร์ว่าเป็น “สิ่งแรกที่เชื่อมวัฒนธรรมยุโรป”
บทนำ[แก้]
ชนของไมนอสจะเรียกตนเองว่าอย่างไรนั้นไม่เป็นที่ทราบแต่คำว่า “Minoan” (ไมนวน) ที่ใช้เรียกชื่อวัฒนธรรมในยุคที่กล่าวเป็นคำที่คิดขึ้นโดยอีแวนส์ โดยแผลงมาจาก “Minos” (ไมนอส) ซึ่งเป็นพระนามของพระมหากษัตริย์ในตำนานเทพเจ้ากรีก[2] ไมนอสเกี่ยวข้องกับตำนานวงกต (labyrinth) ที่อีแวนส์พบว่าเป็นที่ตั้งของคนอสซอส บางครั้งก็มีการโต้แย้งกันว่าคำว่าชื่อสถานที่ “Keftiu” ของอียิปต์โบราณ หรือ “Kaftor” ของภาษาเซมีติก หรือ “Kaptara” ของมารี ต่างก็หมายถึงเกาะครีต ใน “โอดิสซีย์” ที่ประพันธ์หลายร้อยปีหลังจากที่อารยธรรมไมนอสถูกทำลายไปแล้ว โฮเมอร์เรียกชนที่อาศัยอยู่บนเกาะว่า “อีทีโอเครทัน” (Eteocretan) หรือ “ครีตแท้” ที่อาจจะเป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากชนไมนอสก็เป็นได้
พระราชวังของไมนอสที่ได้รับการขุดพบเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความสำคัญเพราะลักษณะการก่อสร้าง เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับการบริหารที่เห็นได้จากบันทึกเอกสารจำนวนมากที่พบโดยนักโบราณคดี พระราชวังแต่ละแห่งที่พบต่างก็มีลักษณะต่างกันออกไปที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์และมักจะเป็นสิ่งก่อสร้างหลายชั้นโดยมีบันไดทั้งภายในและภายนอกอาคาร คอลัมน์ขนาดยักษ์ และลานภายในอาคาร
ลำดับเหตุการณ์และประวัติศาสตร์[แก้]
| ลำดับเวลาในประวัติศาสตร์ของไมนอส | |||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 3650-3000 BC | EMI | ก่อนปราสาท | |||||||||||
| 2900-2300 BC | EMII | ||||||||||||
| 2300-2160 BC | EMIII | ||||||||||||
| 2160-1900 BC | MMIA | ||||||||||||
| 1900-1800 BC | MMIB | ปราสาทเก่า | |||||||||||
| 1800-1700 BC | MMII | ||||||||||||
| 1700-1640 BC | MMIIIA | ปราสาทใหม่ | |||||||||||
| 1640-1600 BC | MMIIIB | ||||||||||||
| 1600-1480 BC | LMIA | ||||||||||||
| 1480-1425 BC | LMIB | ||||||||||||
| 1425-1390 BC | LMII | หลังปราสาท | |||||||||||
| 1390-1370 BC | LMIIIA1 | ||||||||||||
| 1370-1340 BC | LMIIIA2 | ||||||||||||
| 1340-1190 BC | LMIIIB | ||||||||||||
| 1190-1170 BC | LMIIIC | ||||||||||||
| 1100 BC | Subminoan | ||||||||||||
แทนที่จะพยายามจัดสมัยของไมนอสตามเวลาของปฏิทิน นักโบราณคดีใช้วิธีสองวิธีในการลำดับเวลาสัมพันธ์ (relative chronology) วิธีแรกคิดขึ้นโดยอีแวนส์และต่อมาประยุกต์โดยนักโบราณคดีคนอื่น ๆ ที่เป็นการลำดับเวลาโดยการศึกษาลักษณะของเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งทำให้แบ่งอารยธรรมไมนอสออกได้เป็นสามสมัย ไมนอสตอนต้น (Early Minoan (EM) ), ไมนอสตอนกลาง (Middle Minoan (MM) ) และ ไมนอสตอนปลาย (Late Minoan (LM) ) แต่ละช่วงเวลาก็แบ่งย่อยออกไปอีก เช่น ไมนอสตอนต้น 1, 2 และ 3 (EMI, EMII, EMIII) วิธีลำดับเวลาอีกวิธีหนึ่งเสนอโดยนักโบราณคดีชาวกรีกนิโคลัส พลาทอน (Nicolas Platon) ลำดับเวลาโดยการศึกษาการวิวัฒนาการของกลุ่มสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า "ปราสาท" ที่คนอสซอส(Knossos), ไฟสทอส (Phaistos), มาลิอา (Malia), คาโทซาครอส (Kato Zakros) ที่แบ่งสมัยอารยธรรมออกเป็น สมัยก่อนปราสาท (Prepalatial), สมัยปราสาทเก่า (Protopalatial), สมัยปราสาทใหม่ (Neopalatial) และสมัยหลังปราสาท (Post-palatial) ความสัมพันธ์ระหว่างระบบลำดับเวลาทั้งสองวิธีแสดงในตารางประกอบ โดยผูกกับเวลาของปฏิทินโดยประมาณโดยวอร์เร็นและแฮงคีย์ (1989).
การระเบิดของภูเขาไฟธีรา (Minoan eruption) อันเป็นการระเบิดระดับ 6 หรือ 7 ของดัชนีการระเบิดของภูเขาไฟ (Volcanic Explosivity Index) เกิดขึ้นในสมัยไมนอสตอนปลาย แต่เวลาของการระเบิดตามปฏิทินเป็นข้อที่ยังไม่เป็นที่ตกลงกันได้ จากการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี (Radiocarbon dating) ระบุว่าเกิดเป็นการระเบิดที่ขึ้นราวปลายทศวรรษ 1600 ก่อนคริสต์ศักราช[3][4] แต่เวลาที่ระบุโดยการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีค้านกับการคำนวณโดยนักโบราณคดีผู้เปรียบเวลาการระเบิดกับปฏิทินอียิปต์ ที่ระบุว่าเกิดขึ้นระหว่างปี 1525 ถึงปี 1500 ก่อนคริสต์ศักราช[5][6][7] การระเบิดของภูเขาไฟมักจะเห็นกันว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีผลกระทบกระเทือนอันรุนแรงต่อวัฒนธรรมของไมนอสที่นำไปสู่การล่มสลายอย่างรวดเร็ว ที่อาจจะเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่บรรยายในตำนานแอตแลนติสของกรีก
สมัยเฮลลาดิค (อังกฤษ: Helladic period) เป็นวลีโบราณคดีสมัยใหม่ที่หมายถึงสมัยต่างๆของวัฒนธรรมของแผ่นดินใหญ่กรีซโบราณระหว่างยุคสำริด วลีที่ใช้กันโดยทั่วไปในด้านโบราณคดี และ ประวัติศาสตร์ศิลป์วิทยามีวัตถุประสงค์ในการใช้ประกอบกับคำสองคำ ซิคละดีสที่หมายถึงช่วงเวลาใกล้เคียงกันที่พาดพิงถึงยุคสำริดของอีเจียน และ มิโนอัน ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของครีต
สมัยเฮลลาดิคโดยทั่วไปหมายถึงเครื่องปั้นดินเผาและระบบการระบุเวลาสร้าง เครื่องปั้นดินเผาไม่ว่าจะที่ใดตามปกติแล้วจัดแบ่งออกเป็นสมัยต้น กลาง และปลายจากรูปทรงและเทคนิคที่ใช้ในการสร้างงาน ระบบดังกล่าวทำให้สามารถทำการลำดับเวลาสถานที่ได้อย่างมีระบบ
การระบุเวลาที่แท้จริงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ควรจะใช้เมื่อทำได้ แต่การระบุเวลาเชิงสัมพัทธ์เป็นวิธีที่ใช้ก่อนที่จะมีการระบุเวลาโดยวิธีการคำนวณอายุโดยคาร์บอน การขุดค้นทางโบราณคดีของสิ่งของที่เกี่ยวกับกรีซก่อนประวัติศาสตร์จึงมักจะใช้การระบุเวลาสัมพัทธ์โดยลักษณะของเครื่องปั้นดินเผา
คำว่า "เฮลลาดิค" "ซิคละดีส" และ "มิโนอัน" หมายถึงสถานที่ของที่มา ฉะนั้น สิ่งของจากมิโนอันสมัยกลางจึงอาจจะพบได้ที่ไซคลาดีส แต่ไม่ถือว่าเป็นไซคลาดีสสมัยกลาง การจัดระบบดังกล่าวมักจะไม่เหมาะกับบริเวณรอบทะเลอีเจียน เช่นเครื่องปั้นดินเผาลว้านเป็นต้นที่เลียนแบบเครื่องปั้นดินเผาเฮลลาดิคหรือมิโนอัน และผลิตในท้องถิ่น
สมัยเฮลลาดิคหมายถึงกรีกช่วงยุคสัมฤทธิ์ เป็นอารยธรรมโบราณที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งของวิทยาการความรู้ต่างๆ ซึ่งนักวิชาการบางฝ่ายก็เรียกว่า วัฒนธรรมเฮลลาดิค (อังกฤษ: Helladic Culture) เพราะมองว่ายังมิใช่ช่วงที่เจริญมากพอ ช่วงเวลานั้นเองยังมีกรุงทรอยที่ขณะนั้นยังไม่ล้มสลายอยู่ด้วยตามตำนานและเกิดสงครามกรุงทรอยโดยในตอนนั้นทรอยมี นักรบที่แกร่งกล้านามว่า เฮกเตอร์ ส่วนนักรบของกรีกคือ อคิลลีส โดยทั้งสองสู้รบเป็นเวลายาวนาน อคิลลีสได้ท้าดวลกับเฮกเตอร์หน้ากรุงทรอย เฮกเตอร์จะสั่งให้ทหารมารุมสังหารก็ได้ แต่เฮกเตอร์ก็มีเกียรติแห่งนักรบ จึงลงมารบร่วมกับเฮกเตอร์ตัวต่อตัว สุดท้ายเฮกเตอร์ เสียหลักสะดุดก้อนหินอคิลลิสได้จังหวะจึงเข้าสังหารเฮกเตอร์จนเสียชีวิต ในช่วงเวลาที่ยาวนานของการสู้รบกรีกมิอาจที่จะฝ่ากำแพงของทรอยได้เลย กรีกจึงแสร้งทำว่ายอมแพ้และสร้างม้าไม้ขนาดมหึมามาตั้งไว้หน้าเมือง ชาวทรอยเห็นดังนั้นนึกว่ากรีกยอมแพ้ จึงลากม้าไม้นั้นเข้าเมือง แต่หารู้ไม่ว่าภายในม้าไม้นั้นเต็มไปด้วยทหารจำนวนมาก ครั้นตกดึกทหารที่อยู่ภายในก็ออกมาเปิดประตูให้ทหารกรีกเข้าไปภายในเมืองทรอยได้สำเร็จ เมืองทรอยจึงแตกในที่สุด ท้ายที่สุดชาวทรอยได้ไปสร้างจักรวรรดิแห่งใหม่นั่นคือจักรวรรดิโรมัน และจักรวรรดิโรมันก็จึงย้อนกลับมาตีทรอยแตก
อารยธรรมซิคละดีส (อังกฤษ: Cycladic civilization หรือ Cycladic culture หรือ The Cycladic period) เป็นอารยธรรมของยุคสำริดตอนต้นของหมู่เกาะซิคละดีสในทะเลอีเจียนที่รุ่งเรืองราวระหว่าง 3000 ถึง 2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช
ประวัติ[แก้]
ความสำคัญของอารยธรรมซิคละดีสของปลายยุคหินใหม่ต้นยุคสำริดอยู่ที่รูปสลักสตรีแบบแบนราบที่แกะจากหินอ่อนสีขาวบนเกาะหลายร้อยปีก่อนยุคสำริดตอนกลางจะรุ่งเรือง ("อารยธรรมมิโนอัน") ทางตอนใต้ในครีต รูปสลักหินอ่อนเหล่านี้ถูกโจรกรรมจากสุสานเพื่อสนองความต้องการสิ่งของโบราณอารยธรรมซิคละดีสของตลาดมาตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ประมาณกันว่าเพียง 40% ของรูปสลัก 1,400 ชิ้นเท่านั้นที่พบที่ทราบที่มาดั้งเดิม เพราะผู้ลักสิ่งมีค่าเหล่านี้ได้ทำการทำลายหลักฐานไปเสียสิ้น
ราชอาณาจักรกรีซ (กรีก: Βασίλειον τῆς Ἑλλάδος, Vasíleion tīs Elládos; อังกฤษ: Kingdom of Greece) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ราชอาณาจักรเฮลเลนิก (อังกฤษ: Kingdom of Hellenic) สถาปนาขึ้นในปี ค.ศ. 1832 ในการประชุมกรุงลอนดอน โดยกลุ่มประเทศมหาอำนาจซึ่งได้แก่ สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐฝรั่งเศส และจักรวรรดิรัสเซีย จนได้รับการรับรองจากนานาประเทศในโลกอันเป็นผลมาจากสนธิสัญญาคอนสแตนติโนเปิล ทำให้ราชอาณาจักรกรีซมีเอกราชเป็นของตนเองอย่างสมบูรณ์และมั่นคง ซึ่งไม่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดิออตโตมันอีกต่อไป โดยเอกราชของกรีซนี้เป็นผลสำเร็จมาจากการเรียกร้องเอกราชโดยรัฐบาลพลัดถิ่นแห่งกรีซ และมาจากสงครามเรียกร้องเอกราชของกรีซ (โดยมีสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และจักรวรรดิรัสเซียคอยให้การช่วยเหลือและสนับสนุน) ซึ่งในการปกครองของราชอาณาจักรนั่นมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขของประเทศมาตั้งแต่สถาปนาเอกราช จนในปี ค.ศ. 1924 พระราชวงศ์และสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ถูกล้มล้าง จนได้สถาปนา สาธารณรัฐเฮลเลนิกที่ 2 ขึ้นมา แต่ในภายหลังก็ได้มีการฟื้นฟูพระราชวงศ์ขึ้นมาและได้สถาปนาสถาบันพระมหากษัตริย์กลับมาเป็นพระประมุขของประเทศดังเดิมอีกครั้ง จนในท้ายที่สุดในปี ค.ศ. 1974 พระราชวงศ์ก็ถูกล้มล้างอีกครั้งอันเป็นผลมาจากการปกครองแบบเผด็จการทหาร ภายใต้การนำโดยพรรคการเมืองทหารของกรีซ และได้ก่อตั้งสาธารณรัฐเฮลเลนิกที่ 3 มาจนถึงปัจจุบัน
การรัฐประหารในกรีซ ค.ศ. 1967[แก้]
| ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
หลังกรีกได้รับการปลดปล่อยจากการถูกยึดครองโดยนาซีเยอรมนี ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์คอมมิวนิสต์กับเสรีนิยมในนามสงครามเย็นค่อย ๆ ก่อตัวกลายเป็นความขัดแย้งภายในของกรีกจนนำไปสู่สงครามกลางเมืองกรีซซึ่งสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1949 สงครามดังกล่าวเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์กับฝ่ายอนุรักษ์ ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและยูโกสลาเวีย ในขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์ได้รับการสนับสนุนจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา โดยอเมริกาที่ยึดหลักการทรูแมน มองว่า กรีซเป็นรัฐที่มีความเสี่ยงในการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต ในที่สุดในปี ค.ศ. 1952 กรีซได้รับการยอมรับเข้าร่วมสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) ซึ่งในขณะนั้นกรีซเป็นเพียงไม่กี่ประเทศบนคาบสมุทรบอลข่านที่ยังไม่เป็นคอมมิวนิสต์
หลังสงครามกลางเมืองในปี ค.ศ. 1949 รัฐบาลขวาจัดได้ครองอำนาจอย่างยาวนานในกรีซ โดยมีสมเด็จพระเจ้าพอลที่ 1 ที่ได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี 1949-1964 มีการแต่งตั้งประธานาธิบดีหลายคน หนึ่งในนั้นคือ Konstatinos Karamanlis ซึ่งภายหลังความขัดแย้งกับสมเด็จพระเจ้าพอลที่ 1 เขาได้ลาออกจากตำแหน่งในปี ค.ศ. 1963 และทำให้กรีซต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งพรรคอนุรักษ์ของ Karamanis นาม ERE พ่ายแพ้ต่อพรรคซ้ายภายใต้การนำของ Goorgios Papandreous การกลับมาของฝ่ายซ้ายและการสวรรคตของกษัตริย์สมเด็จพระเจ้าพอลที่ 1 ในปี 1964 นำไปสู่การขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระเจ้าคอนสแตนตินที่ 2 และเหตุการณ์ค่อยๆ ก่อกลายเป็นชนวนของรัฐประหารในปี ค.ศ. 1967
นับจากปี ค.ศ. 1965 ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลฝ่ายซ้ายของ Papadreous กับราชสำนักไม่ค่อยดีนัก ฝ่ายราชสำนักเองทราบดีว่าพรรคฝ่ายซ้ายต้องการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ Papadreous ก็ไม่ได้คิดที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพระมหากษัตริย์ และพยายามทำให้กองทัพกรีซอยู่ภายใต้อำนาจของเขาโดยการเรียกร้องให้รัฐมนตรีกลาโหมที่ขณะนั้นลาออก แต่ได้รับการปฏิเสธ ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าคอนสแตนตินที่ 2 ทรงพยายามแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากสภาเช่นกัน ความขัดแย้งทั้งหมดได้นำไปสู่การจัดตั้งองค์กร Aspida ซึ่งมีนายทหารระดับสูงกว่า 28 นายเข้าร่วมเพื่อยึดอำนาจ การผนึกกำลังภายในของกองทัพกับสถาบันและกำลังภายนอกจากเสรีนิยมอย่างอเมริกา เพื่อป้องกันภัยจากลัทธิฝ่ายซ้ายหรือคอมมิวนิสต์ได้นำไปสู่การรัฐประหารในเย็นวันที่ 21 เมษายน ค.ศ 1967[1]
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น